ชาเขียวมัตจะ: จากชาญี่ปุ่นสู่ซูเปอร์ฟู้ดระดับโลก

นางสาวสมใจ หกหนู
นักเอกสารสนเทศปฏิบัติการ
ฝ่ายสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.

        ชาเขียวมัตจะ (Matcha green tea) เป็นเครื่องดื่มดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีความโดดเด่นในด้านกระบวนการผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ มัตจะทำจากใบชา Camellia sinensis (L.) Kuntze โดยเฉพาะใบอ่อนที่ได้รับการพรางแสงก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโน แอล-ธีอะนีน (L-theanine) ซึ่งมีผลต่อรสชาติและคุณภาพของชา หลังการเก็บเกี่ยว ใบชาจะถูกนึ่ง อบแห้ง และแปรรูปเป็นชาเขียวชนิดใบที่เรียกว่า เทนฉะ (Tencha) แล้วจึงนำมาบดด้วยโม่หินหรือเทคโนโลยีการบดที่ควบคุมอุณหภูมิ ทำให้ได้ผงสีเขียวสดที่มีความละเอียดสูงและคงไว้ซึ่งสารสำคัญทางชีวภาพ
        การดื่มมัตจะแตกต่างจากชาเขียวทั่วไปตรงที่ผู้บริโภคจะละลายผงชาในน้ำร้อนและดื่มพร้อมทั้งใบ ทำให้ได้รับสารอาหารและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพครบถ้วน ในเชิงโภชนาการมัตจะอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลกลุ่มคาเทชิน (Catechins) โดยเฉพาะ Epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและวิตามินอีหลายเท่า และมีรายงานว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งบางชนิด และยังช่วยควบคุมน้ำหนักและลดไขมันในเลือด นอกจากนี้ชาเขียวมัตจะยังมีกรดอะมิโน แอล-ธีอะนีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด เพิ่มความผ่อนคลาย และทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการสร้างสมดุลระหว่างความตื่นตัวและความสงบ ด้วยคุณลักษณะทั้งด้านวัฒนธรรมและสุขภาพ ชาเขียวมัตจะจึงได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและในระดับนานาชาติ

การผลิตและการแปรรูป
        กระบวนการผลิตชาเขียวมัตจะเริ่มต้นตั้งแต่การเพาะปลูก โดยมีลักษณะสำคัญคือการคลุมร่มต้นชา หรือ การพรางแสงต้นชา (Shading cultivation) ประมาณ 3-4 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยว วิธีนี้ช่วยลดการสังเคราะห์แสงของใบชา ส่งผลให้มีการสะสมของคลอโรฟิลล์ในระดับสูง ทำให้ใบมีสีเขียวเข้มสด อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณกรดอะมิโนแอล-ธีอะนีน และสารประกอบที่ให้รสอูมามิ ขณะที่ปริมาณคาเทชินบางชนิดลดลง ส่งผลให้รสขมลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับชาเขียวทั่วไป
        เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ใบชาที่คัดสรรจะถูกเก็บด้วยมือหรือตัดด้วยเครื่องจักรแล้วนำไปผ่านกระบวนการนึ่งในทันที เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน การนึ่งดังกล่าวช่วยรักษาสี กลิ่น และสารสำคัญของใบชาไว้ได้ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทำให้แห้งและกำจัดก้านหรือเส้นใบออก จนได้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าเทนฉะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการทำชาเขียวมัตจะ
        ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือการบดเทนฉะด้วยโม่หินแกรนิตหรือเครื่องบดที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความร้อนสะสมที่อาจทำลายคุณภาพของผงชา กระบวนการนี้ให้ผงมัตจะที่มีความละเอียดสูง (โดยทั่วไปน้อยกว่า 10 ไมครอน) และคงสีเขียวสด รวมถึงกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์
        ในด้านคุณภาพ ชาเขียวมัตจะสามารถแบ่งออกเป็นหลายระดับ โดย เกรดพิธีกรรม (Ceremonial grade) มีคุณภาพสูงสุด ใช้ในพิธีชงชาญี่ปุ่น (Chanoyu) เน้นสีเขียวสด รสชาติกลมกล่อม และความละเอียดของผง ในขณะที่ เกรดสำหรับการปรุงอาหาร (Culinary grade) จะมีรสเข้มกว่า สีอาจไม่สดเท่า และเหมาะสำหรับใช้ในขนม อาหาร หรือเครื่องดื่มผสมอื่น ๆ การจัดระดับคุณภาพดังกล่าวสะท้อนทั้งวัฒนธรรมและความต้องการในเชิงพาณิชย์ที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนการชงชาเขียวมัตจะ (Step to Prepare Matcha)
        การชงมัตจะในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติที่สมบูรณ์และสะท้อนความงามของพิธีชงชา (Chanoyu) โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ อุซุฉะ (Usucha) หรือมัตจะที่ตีฟองเบา และ โคอิฉะ (Koicha) หรือมัตจะเข้มข้น

ขั้นตอนพื้นฐาน:

  1. อุ่นถ้วยชา (Chawan) เทน้ำร้อนลงไปในถ้วยชาเพื่ออุ่น จากนั้นเช็ดให้แห้ง
  2. ตวงผงมัตจะ โดยใช้ช้อนไม้ไผ่ (Chashaku)/ ตักมัตจะปริมาณ 1-2 ช้อน (ประมาณ 2 กรัม) ลงในถ้วยชา
  3. เติมน้ำร้อน รินน้ำร้อนประมาณ 70-80 มล. ที่อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส ลงไป
  4. ตีมัตจะ (Whisking) ใช้ตะกร้อไม้ไผ่ (Chasen) ตีผงมัตจะกับน้ำร้อนในลักษณะ M หรือ W จนเกิดฟองละเอียดเนียน (สำหรับ Usucha) หรือคนอย่างนุ่มนวลให้เข้ากันโดยไม่เกิดฟอง (สำหรับ Koicha)
  5. เสิร์ฟและดื่ม มัตจะจะถูกเสิร์ฟในถ้วยชาเพียงใบเดียว ผู้ดื่มหมุนถ้วยเล็กน้อยก่อนดื่มเพื่อชื่นชมศิลปะและรสชาติ

อุปกรณ์การชงแบบดั้งเดิม:
        ในการชงมัตจะในพิธีชงชาแบบดั้งเดิมมีอุปกรณ์เฉพาะที่สะท้อนถึงความงดงามเชิงสัญลักษณ์และการใช้งานที่เหมาะสม ดังนี้ชะวัง (Chawan/ถ้วยชา) เป็นถ้วยใบกว้าง ใช้สำหรับตีและดื่มมัตจะ ขนาดและรูปทรงแตกต่างกันไปตามฤดูกาล

  1. ชะเซ็น (Chasen/ตะกร้อไม้ไผ่) เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับตีมัตจะให้เข้ากัน มีทั้งแบบเส้นละเอียดและหยาบตามการใช้
  2. ชาชะกุ (Chashaku/ช้อนตักผงชา) ทำจากไม้ไผ่ ใช้สำหรับตักผงมัตจะลงในถ้วยชา
  3. นะสึเมะ หรือ จะกิ (Natsume/Chaki/ภาชนะใส่ชา) เป็นภาชนะเก็บผงมัตจะ มักทำจากไม้หรือแลคเกอร์
  4. เคนซุย (Kensui/ภาชนะใส่น้ำทิ้ง) ใช้สำหรับทิ้งน้ำที่ใช้ล้างหรืออุ่นอุปกรณ์
  5. ชาคิน ผ้าเช็ดอุปกรณ์ (Chakin) และผ้าไหมสี (Fukusa) ที่ใช้เช็ดและชำระล้างภาชนะอย่างเป็นพิธีการ

อุปกรณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ทางกายภาพในการชงชา แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของความงามในความเรียบง่าย (wabi-sabi) อันเป็นหัวใจของวัฒนธรรมการดื่มมัตจะ

เกรดและประเภทของมัตจะ (Grades and Types of Matcha)

       ชาเขียวมัตจะสามารถแบ่งตามคุณภาพและการใช้งานออกเป็นหลายระดับ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างด้านวัตถุดิบ วิธีการผลิต และวัตถุประสงค์ในการบริโภค ดังนี้

1. เกรดพิธีกรรม (Ceremonial Grade)

  • ผลิตจากยอดอ่อนของใบชาที่เก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน
  • สีเขียวสด กลิ่นหอมอ่อนโยน รสชาติกลมกล่อม มีอูมามิสูง ความขมน้อย
  • ใช้สำหรับพิธีชงชาแบบดั้งเดิม (Chanoyu) หรือการดื่มโดยตรงโดยไม่ผสมส่วนผสมอื่น

2. เกรดพรีเมียม (Premium Grade)

  • คุณภาพรองลงมา แต่ยังคงใช้ยอดใบเป็นหลัก
  • มีรสชาติสมดุลระหว่างความขมและหวาน
  • นิยมดื่มในชีวิตประจำวันหรือใช้ทำลาเต้และเครื่องดื่มสุขภาพ

3. เกรดสำหรับการปรุงอาหาร (Culinary Grade)

  • ใช้ใบที่แก่กว่า สีอาจไม่สดเท่า และมีรสชาติขมเข้มกว่า
  • เหมาะสำหรับใช้ทำขนม อาหาร หรือผสมในเครื่องดื่ม เช่น มัตจะลาเต้ ขนมเค้ก ไอศกรีม
  • ราคาถูกกว่าเกรดพิธีกรรมและพรีเมียม

นอกจากนี้ บางผู้ผลิตยังแบ่งมัตจะตามฤดูกาลหรือภูมิภาคที่เพาะปลูก เช่น มัตจะจากอุจิ (Uji matcha) จังหวัดเกียวโต ที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพสูงและเป็นที่นิยมในเชิงพาณิชย์

องค์ประกอบทางพฤกษเคมี
        ชาเขียวมัตจะมีคุณค่าโดดเด่นจากการที่ผู้บริโภคได้รับสารอาหารจากทั้งใบชาที่บดละเอียด ทำให้สารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ถูกบริโภคในปริมาณที่สูงกว่าการดื่มชาเขียวชนิดชงทั่วไป องค์ประกอบสำคัญประกอบด้วยคาเทชิน กรดอะมิโน คาเฟอีน และรงควัตถุธรรมชาติ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพรสชาติ กลิ่น สี และคุณสมบัติทางสุขภาพของมัตจะ
3.1 คาเทชิน (Catechins)
คาเทชินเป็นสารโพลีฟีนอลหลักในมัตจะ โดยมีชนิดที่สำคัญ ได้แก่ epigallocatechin-3-gallate (EGCG), epigallocatechin (EGC), และ epicatechin gallate (ECG) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง งานวิจัยระบุว่า EGCG มีศักยภาพในการป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด
3.2 กรดอะมิโน (Amino acids)
ชาเขียวมัตจะมีกรดอะมิโนมากกว่าชาเขียวทั่วไปเนื่องจากการปลูกในที่ร่มส่งเสริมการสะสมของ L-theanine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ให้รสหวานอูมามิและมีบทบาทสำคัญต่อสมอง L-theanine สามารถผ่าน blood-brain barrier และมีผลเพิ่มคลื่นสมองอัลฟา (α-wave) ที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนคลาย ลดความเครียด และปรับปรุงสมาธิเมื่อทำงานร่วมกับคาเฟอีน
3.3 คาเฟอีน (Caffeine)
ปริมาณคาเฟอีนในมัตจะสูงกว่าชาเขียวชนิดชงทั่วไป เนื่องจากผู้ดื่มบริโภคทั้งใบที่บดละเอียด โดยมัตจะ 1 กรัมอาจมีคาเฟอีนประมาณ 30-35 มิลลิกรัม ขณะที่ชาเขียวชงทั่วไปมีเพียง 10-20 มิลลิกรัมต่อกรัมของใบแห้ง และกาแฟโดยเฉลี่ยมีคาเฟอีนสูงกว่า (ประมาณ 80-100 มิลลิกรัมต่อหนึ่งถ้วย) อย่างไรก็ตาม ผลกระตุ้นของคาเฟอีนในมัตจะมักสมดุลกว่ากาแฟเนื่องจากการทำงานร่วมกันของ L-theanine ที่ช่วยลดความตึงเครียดและอาการใจสั่น
3.4 คลอโรฟิลล์และรงควัตถุอื่น ๆ
การเพาะปลูกชาเขียวในที่ร่มช่วยเพิ่มปริมาณ คลอโรฟิลล์ ทำให้ชาเขียวมัตจะมีสีเขียวเข้มสดซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้บริโภคใช้ประเมินคุณภาพโดยตรง นอกจากนี้ยังพบรงควัตถุอื่น ๆ เช่น คาโรทีนอยด์ และ ซีแซนทีน ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและอาจมีบทบาทต่อสุขภาพตา

ประโยชน์และกลไกต่อสุขภาพ
       การบริโภคชาเขียวมัตจะสัมพันธ์กับคุณประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ โดยมีรากฐานจากองค์ประกอบทางพฤกษเคมี เช่น คาเทชิน แอล-ธีอะนีน คาเฟอีน และคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีผลต่อกลไกทางสรีรวิทยาและชีวเคมีที่หลากหลาย
4.1 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการลดความเครียดจากออกซิเดชัน
คาเทชิน โดยเฉพาะ EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันและโปรตีน ลดการสร้าง reactive oxygen species (ROS) และเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย เช่น superoxide dismutase (SOD) การลดความเครียดจากออกซิเดชันนี้อาจมีบทบาทในการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด
4.2 ระบบหัวใจและหลอดเลือด
งานวิจัยพบว่าการบริโภคชาที่อุดมด้วยคาเทชินช่วยลดระดับ LDL-cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมกับเพิ่ม HDL-cholesterol อีกทั้งยังส่งผลเชิงบวกต่อการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดและช่วยลดความดันโลหิตเล็กน้อย กลไกดังกล่าวเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั่วโลก
4.3 สมรรถภาพทางปัญญา
ชาเขียวมัตจะมีทั้งคาเฟอีนและกรดอะมิโนแอล-ธีอะนีน ที่ทำงานเสริมกัน คาเฟอีนช่วยเพิ่มความตื่นตัวและความเร็วในการประมวลผลข้อมูล ในขณะที่แอล-ธีอะนีน ส่งเสริมการเกิดคลื่นสมองอัลฟา ทำให้เกิดความสงบและผ่อนคลาย การทำงานร่วมกันนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มสมาธิและการจดจ่อ โดยไม่ก่อให้เกิดความกังวลหรืออาการใจสั่นเช่นการบริโภคคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว
4.4 การควบคุมน้ำหนักและการเผาผลาญ
EGCG และคาเฟอีนในมัตจะมีบทบาทร่วมกันในการกระตุ้นกระบวนการ thermogenesis และการออกซิเดชันของไขมัน งานวิจัยบางชิ้นรายงานว่าการบริโภคชาเขียวอาจช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อรับประทานควบคู่กับการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังขึ้นกับปัจจัยด้านโภชนาการและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล
4.5 คุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านมะเร็ง
EGCG มีคุณสมบัติลดการอักเสบผ่านการยับยั้งสัญญาณ NF-κB และการลดการสร้างไซโตไคน์อักเสบ ในระดับห้องปฏิบัติการ EGCG ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและกระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis) อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผลที่ได้มีความแปรผันตามขนาดและระยะเวลาการบริโภค จึงควรระมัดระวังในการสรุปประสิทธิผลเชิงการรักษา

ความปลอดภัยและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
           แม้ว่าชาเขียวมัตจะจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคก็มีข้อควรระวังบางประการ ประการแรกคือ คาเฟอีน ซึ่งในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น หรือกระสับกระส่ายในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ประการที่สองคือความเสี่ยงจาก การปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งอาจสะสมในใบชาและคงอยู่เมื่อบริโภคทั้งใบในรูปผง นอกจากนี้ มัตจะยังมีออกซาเลต (oxalates) ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตในบางกลุ่มบุคคล ดังนั้นจึงควรบริโภคอย่างเหมาะสมและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการควบคุมคุณภาพ

แนวโน้มและการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
         ชาเขียวมัตจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องดื่มดั้งเดิม แต่ยังถูกนำไปใช้ใน ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มร่วมสมัย เช่น ขนมหวาน เบเกอรี สมูทตี้ ไอศกรีม และอาหารเสริม ในเชิงอุตสาหกรรมอาหาร มัตจะได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม functional foods เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูง โดยถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ nutraceutical และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันตลาดมัตจะทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความตระหนักด้านสุขภาพและการมองมัตจะเป็น superfood ในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่

ช่องว่างทางการวิจัยและทิศทางในอนาคต
        แม้ว่ามีหลักฐานจำนวนมากจากงานวิจัยในสัตว์ทดลองและการศึกษาในหลอดทดลอง แต่ การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถสรุปผลเชิงสาเหตุได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต้องกำหนด ขนาดการบริโภคและรูปแบบการเตรียมที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ อีกทั้งควรมีการศึกษาเชิงระยะยาวเพื่อประเมิน ความปลอดภัยของการบริโภคชาเขียวมัตจะในปริมาณสูง และบทบาทของปัจจัยร่วม เช่น พฤติกรรมการกินและพันธุกรรมของผู้บริโภค

บทสรุป
        ชาเขียวมัตจะเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น คาเทชิน แอล-ธีอะนีน คาเฟอีน และคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มสมรรถภาพทางสมอง ควบคุมน้ำหนัก และมีศักยภาพในการต้านการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การบริโภคในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากคาเฟอีน โลหะหนัก และออกซาเลต ดังนั้นการบริโภคมัตจะควรอยู่ใน ปริมาณที่เหมาะสมและคำนึงถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ มัตจะจึงควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน มากกว่าที่จะเป็นผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์

เอกสารอ้างอิง (References)

สมพล นิลเวศน์. (2556). การชงชาเขียว.  วารสารเกษตรก้าวหน้า, 26 (2), 48-54

จิราพร ไร่พุทธา. (2560). ชาเขียวผงมัทฉะมีดีกว่าที่คิด. จดหมายข่าวชา, 7 (29), 7-9

นาราญ์ โชติอิ่มอุดม. (2563). กว่าจะเป็นชามัทฉะ.  น.ส.พ. กสิกร, 93 (6), 84-85

Bigfridgeboy. (2024). จะเกิดอะไรขึ้น! หากดื่ม มัทฉะ (Matcha) ชาเขียวทุกวัน? [ออนไลน์]. เข้าถึง
         จาก: https://www.bigfridgeboy.com/blog/7706/ [29 ส.ค. 2568]

Riching Matcha. (ม.ป.ป.). วิธีการเลือกผงมัทฉะเป็นคำแนะนำที่ครอบคลุม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้
          จาก: https://th.richingmatcha.com/วิธีการเลือกผงมัทฉะเป็นคำแนะนำที่ครอบคลุม/(สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2568).

Cabrera, C., Artacho, R., & Giménez, R. (2006). Beneficial effects of green tea—A review. Journal of the
          American College of Nutrition, 25(2), 79–99. https://doi.org/10.1080/07315724.2006.10719518

Fujimura, Y., Kurihara, K., Ida, M., Kosaka, R., Miura, D., Wariishi, H., ... & Tachibana, H. (2011). Metabolomics-
          driven nutraceutical evaluation of diverse green tea cultivars. PLoS ONE, 6(8),
          e23426. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0023426

Hodgson, J. M., & Croft, K. D. (2010). Tea flavonoids and cardiovascular health. Molecular Aspects of
          Medicine, 31(6), 495–502. https://doi.org/10.1016/j.mam.2010.09.004

Hursel, R., Viechtbauer, W., & Westerterp-Plantenga, M. S. (2009). The effects of green tea on weight loss and
          weight maintenance: A meta-analysis. International Journal of Obesity, 33(9), 
          956–961. https://doi.org/10.1038/ijo.2009.135

Juneja, L. R., Chu, D. C., Okubo, T., Nagato, Y., & Yokogoshi, H. (1999). L-theanine—A unique amino acid of
           green tea and its relaxation effect in humans. Trends in Food Science & Technology, 10(6–7), 
           199–204. https://doi.org/10.1016/S0924-2244(99)00044-8

Khan, N., & Mukhtar, H. (2013). Tea and health: Studies in humans. Current Pharmaceutical Design, 19(34),
           6141–6147. https://doi.org/10.2174/1381612811319340008

Noonan, S. C., & Savage, G. P. (1999). Oxalate content of foods and its effect on humans. Asia Pacific Journal
           of Clinical Nutrition, 8(1), 64–74. https://doi.org/10.1046/j.1440-6047.1999.00038.x

Schwalfenberg, G., Genuis, S. J., & Rodushkin, I. (2013). The benefits and risks of consuming green tea.
           Journal of Toxicology, 2013, 370460. https://doi.org/10.1155/2013/370460

Hossain, M. M., Mahmood, S., & Tanmy, T. T. (2020). The beneficial effects of green tea on human health: 
           An updated review. International Journal of Herbal Medicine, 8(5), 63-73. http://www.florajournal.com

Yang, C. S., Wang, X., Lu, G., & Picinich, S. C. (2009). Cancer prevention by tea: Animal studies, molecular
           mechanisms and human relevance. Nature Reviews Cancer, 9(6), 
           429–439. https://doi.org/10.1038/nrc2641

Chacko, S.M., Thambi, P.T., Kuttan, R. et al. Beneficial effects of green tea: A literature review. Chin Med 5, 13
          (2010). https://doi.org/10.1186/1749-8546-5-13

 

ดวงพร อรัญญพงษ์ไพศาล | 30/12/2568 | 10 | share : , ,