1.5 องศาที่เปลี่ยน: เมื่ออุณหภูมิเพิ่มโลกก็พ่าย
ผู้เรียบเรียง
จิรารัตน์ วงษ์ศรีสวัสดิ์
บรรณรักษ์ปฏิบัติการ ฝ่ายบริการ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ หลังจากที่หลายประเทศบนโลกได้ลงนามในข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2015 (United Nations Framework Convention on Climate Change [UNFCCC], 2023) เพื่อกำหนดเป้าหมายในการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านภูมิอากาศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังก้าวเข้าสู่จุดที่น่าเป็นห่วง จนปรากฏแนวโน้มที่ไม่เคยพบมาก่อนของอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะปี 2024 ได้กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุด มีอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทั้งปีสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เรียบร้อยแล้ว (กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2568)
สภาพอากาศและอุณหภูมิในไทย
ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 27 องศาเซลเซียส แม้ว่าไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีมวลอากาศร้อนจัดหรือมีทะเลทรายและการได้รับอิทธิพลความชื้นจากทะเล รวมถึงมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โอกาสที่จะเกิดคลื่นความร้อนตามนิยามขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกนั้นเป็นไปได้น้อย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากในปี 2024 หลายพื้นที่ของไทยประสบกับความร้อนจัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมีรายงานว่ากว่า 30 อำเภอทั่ว 77 จังหวัดมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน ค่าดัชนีความร้อนในกรุงเทพมหานครพุ่งสูงเกิน 52 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับ “อันตรายมาก” ต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่กลางแจ้ง สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ (2568) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30 รายทั่วประเทศในปีนั้น โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อุดรธานี นครพนม สกลนคร นครราชศรีมา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มีอุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 8 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับประเทศไทย ซึ่งโรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก (Heatstroke) และภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัวด้วย

ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
สถานการณ์สภาพอากาศในปี 2025 คาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้นจากการสลับขั้วของปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) ทำให้ปี 2025 ยังคงเป็นปีที่ร้อนต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีหรือการพัฒนาความยั่งยืนในเรื่องต่าง ๆ แต่ช่องว่างระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 หรือแม้กระทั่ง 2 องศาเซลเซียสยังคงกว้างมาก หากต้องการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกต้องลดลงจากระดับปัจจุบันร้อยละ 42 ภายในปี 2030 และลดลงร้อยละ 60 ภายในปี 2035 ยิ่งไปกว่านั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันยังคงเพิ่มขึ้นหรือคงที่ในหลายภาคส่วน และประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งพอที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนในปี 2025 ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปรากฏการณ์ลานีญาที่ควรจะช่วยลดอุณหภูมิ แต่ความร้อนทั่วโลกกลับยังคงอยู่ในระดับสูงผิดปกติ โดยเฉพาะเดือนมกราคม 2025 ได้บันทึกเป็นเดือนมกราคมที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุณหภูมิพื้นผิวอากาศสูงกว่า 1.75 องศาเซลเซียส
เป้าหมายอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นมากกว่าตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างอนาคตที่ยากลำบากและอนาคตที่อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า ผลกระทบที่หลายประเทศทั่วโลกได้เผชิญแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความแตกต่างระหว่าง 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสนั้น หมายถึงผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศ ชีวิต ความเป็นอยู่ของมนุษย์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะข้อตกลงจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change: COP) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความกังวลในการแก้ปัญหาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการตกลงเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ COP28 และความพยายามเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการแก้ไขสภาพอากาศที่ COP29 อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญาและการดำเนินการที่จำเป็นยังคงกว้างมาก การประชุม COP30 เมื่อช่วงพฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการแสดงความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นและกำหนดเส้นทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมายภูมิอากาศ ผืนป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ (Greenpeace, 2568)

การคาดการณ์ในอนาคตชี้ให้เห็นว่าการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสยังคงเป็นไปได้ทางเทคนิค แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเป็นระบบในทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และการใช้ที่ดิน ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การลงทุนทางการเงินที่เพียงพอ และที่สำคัญที่สุดคือเจตจำนงทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าทุกเสี้ยววินาทีของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้นั้นมีความสำคัญ แม้ว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสกลายเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน แต่ความพยายามในการเข้าใกล้เป้าหมายนี้ยังคงสามารถลดผลกระทบที่รุนแรงและปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนนับล้านทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและมีทรัพยากรน้อยที่สุดในการรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2568). ปี 2025 สัญญาณอันตราย อุณหภูมิโลกจ่อทำลาย สถิติเก่า. สืบค้น
จาก https://www.dcce.go.th/6117/
กรมอนามัย. (2568). แนวทางการเฝ้าระวังและการสื่อสารเตือนภัยสุขภาพจากความร้อน ปี 2568. สืบค้นจาก https://kasets.art/qxy4ZT
จิราภพ ทวีสูงส่ง. (2568). หาก “โลกร้อน” ถึง 1.5 องศาฯ และ 2.0 องศาฯ จะเกิดอะไรขึ้น?. สืบค้นจาก
https://www.thaipbs.or.th/now/content/3000
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2568). วิกฤตความร้อน 2024 เมื่อโลกทะลุขีดจำกัด 1.5 องศา. สืบค้น
จาก https://www.thaipbs.or.th/now/content/3000
สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ. (2568). กรมควบคุมโรค เตือนเข้าสู่ฤดูร้อนกลุ่มเสี่ยงและคนทำงานกลางแจ้งระวังโรคลมร้อน
หรือฮีทสโตรก. สืบค้นจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=51051&deptcode=brc
BBC News. (2568). เหตุใดการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จึงสำคัญ ?. สืบค้นจาก
https://www.bbc.com/thai/articles/c983d491g4lo
Greenpeace. (2568). COP30 in sight: 5 things you need to know about COPs. สืบค้นจาก https://kasets.art/qH9tzj
United Nations Climate Change. (2023). COP28 agreement signals “beginning of the end” of the fossil fuel era.
https://unfccc.int/news/cop28-agreement-signals-beginning-of-the-end-of-the-fossil-fuel-era
แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
Correddu, F., Lunesu, M. F., Sechi, S., Caratzu, M. F., & Pulina, G. (2025). CO2 removal to reach net zero warming of global
methane and nitrous oxide emissions of livestock: Comparison of two metrics under different 2050 FAO scenarios.
PLoS ONE, 20(8), 1–16. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0330379
Den Elzen, M. G. J., Dafnomilis, I., Nascimento, L., Beusen, A., Forsell, N., Gubbels, J., Harmsen, M., Hooijschuur, E., Araujo
Gutiérrez, Z., & Kuramochi, T. (2025). Uncertainties around net- zero climate targets have major impact on greenhouse
gas emissions projections. Annals of the New York Academy of Sciences, 1544(1), 209–222.
https://doi.org/10.1111/nyas.15285
Karimi, M. S., Arif, S., & Noori, B. (2025). Greenhouse Gases and their Role in Air Pollution and Global Warming. International
Journal of Biological, Physical & Chemical Studies, 7(1), 6– 13. https://doi.org/10.32996/ijbpcs.2025.7.1.2
Marbaix, P., Magnan, A. K., Muccione, V., Thorne, P. W., & Zommers, Z. (2025). Climate change risks illustrated by the
Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) “burning embers.” Earth System Science Data, 17(1),
317–349. https://doi.org/10.5194/essd-17-317-2025
Rogelj, J., & Rajamani, L. (2025). The pursuit of 1.5°C endures as a legal and ethical imperative in a changing world. Science,
389(6757), 238–240. https://doi.org/10.1126/science.ady1186
Zhang, L., Wang, X., Chen, Z.-P., Qiang, J., & Xia, Y. (2025). Climate change intensifies bridge temperature: Evidence from
26 Years of monitoring data. Advances in Structural Engineering, 1. https://doi.org/10.1177/13694332251377551
